ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (TESTOSTERONE)

   

 

ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (TESTOSTERONE) เป็น ฮอร์โมนเพศที่สำคัญที่สุดของผู้ชาย ซึ่งจะกำหนดความรู้สึกและอารมณ์ของความเป็นชาย มีหน้าที่สำคัญคือกระตุ้นให้แสดงลักษณะความเป็นชาย ซึ่งรวมไปถึงเรื่องความต้องการทางเพศ, การสร้างเชื้ออสุจิ, ปริมาณของขนเพชรและขนตามร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูก การลดลงของระดับฮอร์โมนเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและปัจจัย โดยเราได้ศึกษาบทความจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารหลายบทความ ถึงอาหารที่ช่วยเพิ่ม และทำลายฮอร์โมนเพศชายของคุณ ในขณะที่เรารู้ ว่าช็อกโกแลต และอัลมอนด์ มีคุณสมบัติเป็นยาโด๊ปที่ดี แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่ให้ผลตรงข้ามกับความต้องการทางเพศของคุณ จึงควรศึกษาด้วยว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่สามารถทำลายพลังการขับเคลื่อนทางเพศ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ของคุณด้วยเช่นกัน ในเมื่อตอนนี้คุณกำลังอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการจะกระตุ้นให้ความต้องการทางเพศ ของคุณร้อนแรงอยู่ตลอดเวลา มาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่คุณควรตีตัวออกห่าง หรือตัดออกจากเมนูอาหารหลักของคุณไปตลอดกาล 

 1. ถั่วเหลือง (soy) ผลการวิจัยจากวารสาร “European Journal of Clinical Nutrition” พบว่า ผู้ชายที่บริโภคถั่วเหลืองวันละ 120 มิลลิกรัม มีผลทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ลดลง ทำให้เกิดภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เอสโตรเจนที่พบมากในถั่วเหลือง จะไปกดการทำงานของฮอร์โมนเพศชาย และในถั่วเหลืองยังมีสารไฟโตรเอสโตรเจน ( phytoestrogens) อยู่มาก จะออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสามารถลดจำนวนอสุจิในผู้ชายอีกด้วย หากว่าคุณรับประทานถั่วเหลืองในปริมาณที่มากเกินไป มีผลทำให้เต้านมของคุณใหญ่ขึ้น มีผิวพรรณเนียน สวย ดูดี แต่ข้อเสียที่ตามมาคือ ปัญหาผมร่วง ส่วนเรื่องของผู้ชาย 'จอดสนิท' อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวได้ 

 2. หอยนางรม (Oysters) หอยนางรมได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งยาโด๊ป เป็น แหล่งของแร่ธาตุสังกะสีซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย และความไวของคลิตอริส แต่มันยังเป็นอาหารให้โทษต่อร่างกายได้อีกด้วยหากรับประทานมากเกินไป เพราะหอยนางรม หรือหอยชนิดอื่นๆ จะดูดซับสารพิษและเชื้อปรสิตในท้องทะเลเอาไว้ ดังนั้นควรรับประทานแต่พอดี เพราะถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา นอกจากจะไม่ปึ๋งปั๋ง หมดเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลอีกก็เป็นได้ หรือจะลอง เปลี่ยนมาเพิ่มธาตุสังกะสีกับอาหารประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ผักโขม ที่มีปริมาณสังกะสีสูง แต่ปริมาณแคลอรีต่ำ จะดีต่อสุขภาพมากกว่า

 3. กาแฟ (Coffee) 1 ถ้วยกาแฟในตอนเช้าสามารถกระตุ้นให้คุณมีความสุขได้ แต่หากคุณดื่มกาแฟเป็นประจำ และดื่มต่อวันมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อการทำลายต่อมหมวกไตซึ่งมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเครียด (stress hormone) ถ้า คุณมีกาเฟอีนในร่างกายมากเกินไปอาจทำให้เกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนความ เครียด ดังนั้น ถ้าหากตอนนี้คุณกำลังอยู่ในอารมณ์รักหรืออยากจะโรแมนติกกับคู่ของคุณแล้วล่ะ ก็ ทางที่ดีที่สุดคือ ควรลดปริมาณการดื่มกาแฟลง


 4. เครื่องดื่มน้ำอัดลม (Aerated Drink) จากการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกว่า 21,000 ชิ้น และได้ตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ “The New England Journal of Medicine” สรุป ได้ว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำตาล ซ่า สามารถก่อให้เกิดความผันผวนต่อน้ำหนักและอารมณ์ของคุณเอง รวมไปถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่ตามมา เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคฟันผุ การดื่มมากเกินไป เครื่องดื่มเหล่านี้อาจกลายเป็นยาพิษรสหวาน ที่นอกจากจะทำให้คุณทุกข์ทรมานจากโรคภัยต่างๆ แล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทางเพศของคุณได้อีกด้วย

 5. สารให้ความหวานเทียม (Artificial Sweeteners) สารให้ความหวานเทียมจะมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดปัญหากับฮอร์โมนซีรีโทนิ (Serotonin) ในร่างกายคุณ หากคุณกำลังพยายามที่จะลดน้ำหนักและควบคุมอาหาร โดยใช้สารให้ความหวานเทียม โดยส่วนผสมนี้สามารถลดระดับฮอร์โมนซีโรโทนิ (hormone serotonin) ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหัว, ซึมเศร้า, หงุดหงิด, วิตกกังวล และนอนไม่หลับ “ซีโรโทนิ” (Serotonin) ถือเป็นฮอร์โมนแห่ง “ความสุข” หาก ฮอร์โมนตัวนี้ลดระดับลงย่อมมีผลต่ออารมณ์และความใคร่ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพิสูจน์แล้วว่าสารให้ความหวานเหล่านี้มีผลต่อระบบ ประสาท เพื่อให้พฤติกรรมทางเพศของคุณปกติ ควรเลือกรับประทานความหวานจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ้ง และน้ำตาลทรายแดง จะดีกว่า 

 6. อาหารกระป๋อง (Canned Foods) อาหารกระป๋องจะเต็มไปด้วยโซเดียม การผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน และปรุงแต่งด้วยสารสังเคราะห์เทียมต่างๆ เป็นอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่สูงและปริมาณโพแทสเซียมต่ำ อาจนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ลดการไหลของเลือดไปยังอวัยวะเพศชาย นอกจากนั้น ในอาหารกระป๋องยังพบสาร BPA ที่เคลือบภายในบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋อง และที่สำคัญคือ มีการทดลองในหนูพบว่า BPA เป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งในต่อมลูกหมาก โดยข้อมูลงานวิจัยระบุว่า เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ของเพศหญิง ทำให้สเปิร์มลดลง ปัญหาเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอีกด้วย

 7. อาหารทอดและอาหารขยะ (Fried and junk food) อาหารทอดและจัง ก์ฟูด เช่น เฟรนช์ฟาย มันทอด ไก่ทอด และแฮมเบอร์เกอร์ เรียกได้ว่าเป็นเพชฌฆาตตัวฉกาจเลยทีเดียว เมื่อตัวการร้ายที่สำคัญของอาหารทอดอย่างไขมันทรานส์ ที่แทรกอยู่กับอาหารทอดแทบทุกชนิด ที่ใช้น้ำมันพืชผ่านความร้อน ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศลดต่ำลง และยังเป็นสาเหตุให้คุณภาพในการผลิตสเปิร์มลดลง และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในที่สุด

 8. แอลกอฮอล์ (Alcohol) การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะไม่เคยทำลายความต้องการทางเพศ แต่การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปมีผลต่อตับ ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ในร่างกายสูงขึ้นและอัณฑะทำงานผิดปกติ จนผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ลดลง การดื่มจัดยังมีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง อาจทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งตัวไปชั่วขณะได้ 

9. โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG: Monosodium glutamate) ผงชูรส มักจะถูกใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารตามร้านค้าต่างๆ ก็ตาม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารนั้นๆ แต่อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า ส่งผลกระทบต่อภาวะอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศตามมา 

10. มินต์ (Mint) คิดสักนิดก่อนที่ คุณจะหยิบหมากฝรั่งขึ้นมาเคี้ยว แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและช่วยระงับกลิ่นปาก มินต์ อาจจะไม่ดีนักสำหรับอารมณ์ความใคร่ของคุณ หากรับประทานมากจนเกินไป มินต์หรือน้ำมันที่มีส่วนผสมของใบสะระแหน่ และเมนทอล สามารถลดระดับฮอร์โมนเพศชายได้ ดังนั้น หันไปพกแปรงสีฟันเพื่อลมปากสดชื่นจะดีกว่า


โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ



โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ภาวะ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ที่พบเป็นปัญหาได้บ่อยคือการที่ไม่สามารถที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หรือคงสภาพการแข็งตัว เป็นเวลานานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ ปัจจุบันนิยมเรียกว่า "โรคอีดี" (Erectile Dysfunction) ความ เครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกิน ยาบางอย่างเช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ อาจมีผลทำให้เกิดการเสื่อมสมรรภาพทางเพศได้ หนึ่งในเวชภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจมากที่สุดขณะนี้ คือ ยารักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้ มักมีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จเป็นที่พึงพอใจ อาการเช่นนี้มักเกิดอยู่เป็นประจำ หรือไม่ก็เป็นอย่างต่อเนื่อง

โครงสร้างของอวัยวะเพศชาย
อวัยวะเพศของผู้ชายประกอบไปด้วยท่อสามท่อเหมือนฟองน้ำเรียกว่า corpus carvernosum สองท่อวิ่งขนานกับท่อปัสสาวะ อยู่ด้านบน และ corpus spongiosum 1 ท่อวิ่งอยู่ด้านล่าง เมื่อได้รับการกระตุ้นเลือดจะเข้าท่อฟองน้ำ ทำให้สามารถขยายได้มากถึง 7-9 เท่า ทำให้อวัยวะเพศใหญ่ขึ้น และ แข็งตัวเต็มที่ ตราบเท่าที่ยังมีการตื่นเต้นทางเพศ อวัยวะเพศก็ยังแข็งตัว แต่เมื่อมีการหลั่งเลือดออกจากอวัยวะเพศทำให้มีการอ่อนตัว

กลไกการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย
  1. หลอด เลือดแดงที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศต้องไม่ตีบ เพราะการที่อวัยวะเพศจะแข็งตัวต้องมีเลือดไปคั่ง หากมีหลอดเลือดแดงแข็งเลือดก็ไม่สามารถไปเลี้ยงได้อย่างเต็มที่ ภาวะที่ทำให้หลอดเลือดแข็ง ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  2. ระบบประสาทส่วนปลายซึ่งเป็นระบบที่จะรับความรู้สึกที่เกิดจากการสัมผัสทางร่างกาย
  3. ระบบไขสันหลังซึ่งเป็นระบบที่จะเชื่อมโยงการรับความรู้สึกจากประสาทส่วนปลายไปยังประสาทส่วนกลางและถ่ายทอดคำสั่งมายังองคชาติ
  4. ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งประกอบด้วยสิ่งเร้าทั้งหลาย เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น รวมทั้งจิตนาการณ์และประสบการณ์ในอดีต
  5. สภาวะทางจิตใจ
สาเหตุ
  1. สำหรับสาเหตุทางกายที่พบได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบหัวใจและการไหลเวียนของเลือด และผู้ที่สูงอายุ
  2. เบาหวานถือ ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย และคนไข้ชายที่เป็นเบาหวานจำนวนมากมายก็ประสบปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ คนไข้เหล่านี้มักจะมีแนวโน้มในการเกิดปัญหานี้ในขณะอายุน้อยกว่าผู้ชายทั่วๆ ไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ชายที่มีโรคเบาหวานจะมีโอกาสเกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศมากกว่า ผู้ชายทั่วไปถึง 4 เท่า
  3. การมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่หลอดเลือดเกิดการแข็ง และตีบตันได้ ทำให้โลหิตที่ไหลไปสู่องคชาติลดน้อยลง ทำ ให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ตามมา นอกจากนี้ยาหลายชนิดที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง อาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศด้วย
  4. โรคหัวใจ และการมีไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง โรคหัวใจ และการมีโคเลสเตอรอลสูงอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของโลหิตไปที่องคชาติ ทำ ให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ผู้ชายที่มีโรคหัวใจจะมีโอกาสเกิดภาวะปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศมากกว่า ผู้ช่วยทั่วไปถึง 2 เท่า
  5. โรคซึมเศร้า ร่วมกับภาวะความเครียด กังวล กลัวความล้มเหลว อาจ มีส่วนทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ในขณะเดียวกันผู้ชายที่มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เพราะสาเหตุทางกายภาพอาจรู้สึกซึมเศร้า เครียด และวิตกกังวล
  6. การผ่าตัดต่อมลูกหมาก อาจเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้โดยไม่ตั้งใจ โดยการทำให้เส้นประสาท และหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณใกล้ๆ ต่อมลูกหมากเสียหายส่งผลต่อการแข็งตัวขององคชาติ
  7. โรคไต และโรคพิษสุราเรื้อรัง
ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายนี้ อาจเกิดขึ้นได้เป็นช่วงสั้นๆ ในผู้ชายทุกคน ซึ่งอาจจะไม่มีอะไรผิดปกติ อาการจะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องรับการรักษาแต่อย่างใด การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ ไม่มีปัญหาในชีวิตครอบครัว สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้ท่านไม่มีปัญหาเรื่องการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

6 ข้อสงสัย ไขความลับเรื่องความสวย





1.อยากได้ผมสวยถูกใจไปร้านเสริมสวยทีไรไม่ได้ดั่งใจสักที มีข้อแนะนำอย่างไร

ถ้า อยากทำผมทรงไหน ไม่ว่าจะเป็นการดัด การตัด การทำสี ควรนำรูปแบบที่เราชอบไปให้ช่างดูเพื่อประกอบกับคำอธิบายด้วยจะดีกว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของทั้งทางช่างและทางเรานะคะ จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดในภายหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนประกอบอื่นๆก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ
  • ความสามารถของช่างผมและร้านนั้นๆ จะรู้ได้ว่าดีหรือไม่ดี ให้สังเกตลักษณะร้าน และคำบอกเล่าจากเพื่อนๆที่เคยทำผมจากที่ร้านนี้
  • ก่อนที่จะนำรูปแบบผมที่เราชอบไปให้ช่างดู ให้พิจารณาดูให้รอบคอบว่าเป็นแบบผมที่เราชอบจริงๆ ตัดส่วนประกอบต่างๆ ออกไป เช่น ใบหน้า เสื้อผ้า และเครื่องประดับของนางแบบ อย่าแค่วาดฝันว่าตัดออกมาแล้วจะสวยเหมือนก้อย รัชวิน หรือแพนเค้ก
  • แบบผมที่นำไปอาจไม่เหมาะกับเรา ให้ช่างช่วยชี้แนะหรือฟังคำแนะนำจากผู้อื่นโดยไม่โกรธ อาจให้ช่างช่วยดัดแปลงทรงให้เข้ากับใบหน้าเรามากขึ้น
  • ผมทรงนั้นๆ อาจจะไม่เหมาะกับสภาพเส้นผมของเรา เช่น ผมสลวยเป็นขอดสวยอย่างบรู๊ก ซีลด์ ไม่อาจทำบนเส้นผมแห้งฟูบางอย่างเราได้ และอาจต้องใช้เวลานานมากเกินไปในการตกแต่งในตอนเช้า ทรงผมแสนสวยของนางแบบนั้น กว่าจะถ่ายรูปออกมาให้สวยได้แต่ละรูปนั้น ที่จริงแล้วได้รับการดูแลตกแต่งจากสไตลิสต์เป็นเวลาหลายชั่วโมง ใช้เทคนิคมากมายในการถ่ายรูปให้เส้นผมสลวยเป็นมันเงาค่ะ

2.ทำไมจึงต้องมาสก์หน้า มาสก์มีประโยชน์อย่างไรช่วยแนะนำด้วย

การล้างหน้าด้วยครีมและเช็ดผิวด้วยโลชั่นเป็นประจำวันนั้นไม่การเพียงพอ หรอกนะคะ ผิวหนังควรได้รับการดูแลทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เข้มข้น กว่าปกติ เช่น มาสก์สำหรับผู้ที่มีผิวมัน จะช่วยทำความสะอาดผิวและดูดซับความมัน ปรับความสมดุลของผิว ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียค่ะ การมาสก์หน้านั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
  • ทำความสะอาดผิวให้สะอาดก่อนมาสก์หน้านะคะเพราะว่าการมาสก์หน้าไปบนใบ หน้าสกปรก เสมือนลงยาขัดเงาไปบนพื้นผิวที่สกปรก จะทำให้ผิวหน้าที่สกปรกทำความสะอาดยากยิ่งขึ้นค่ะ
  • ก่อนใช้มาสก์แต่ละยี่ห้อ อ่านขั้นตอนการใช้อย่างละเอียด โดยเฉพาะวิธีการ ระยะที่ใช้มาสก์หน้า และวิธีการชำระออก มาส์กแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีแตกต่างกันไป
  • ทามาสก์จำนวนพอสมควรให้ทั่วผิวหน้าอย่างพอเหมาะ ไม่หนาเกินไป ไม่บางเกินไป
แต่ควรหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากนะคะ เพราะผิวบริเวณนี้บอบบางที่สุด
  • หลังจากทามาสก์และล้างมาสก์ออกแล้ว เซลล์เก่าจะถูกขจัดออกไป จึงควรทาครีมบำรุงทันที เพราะผิวจะซึมซับมอยส์เจอไรเซอร์ได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติค่ะ

3.สีเมคอัพในปัจจุบันค่อนข้างเป็นสีอ่อนและเป็นประกายจะเหมาะกับคนที่มีอายุมากไหม

พวกสีอ่อนใสเป็นประกายนั้น เหมาะกับวัยรุ่นที่มีผิวพรรณสดใสเต่งตึง แต่งเติมไปเล็กน้อย ก็ดูสวยใสอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผู้ที่มีผิวพรรณดีอยู่แล้ว เครื่องสำอางที่เป็นประกายสามารถใช้แต้มเล็กน้อยไปบนบริเวณเปลือกตา โหนกคิ้ว กลางปากเพื่อความอวบอิ่ม และบนสีเล็บเท่านั้นนะคะ จะแต้มเติมไปทุกส่วนของใบหน้าไม่ได้ เพราะว่าเมื่อถูกถ่ายรูปมาจะดูหน้าบวมกว่าปกติและไม่สวยค่ะ ส่วนการแต่งหน้าสำหรับผู้ที่มีอายุนั้น ไม่ควรตามแฟชั่นมากเกินไป ยึดสีเป็นธรรมชาติที่เหมาะกับผิวของตนเอง และทำให้เราดูดีเป็นธรรมชาติอยู่เสมอจะดีกว่านะคะ


4.สีชมพูมาแรงสำหรับสีลิปสติกช่วงนี้ เลือกสีอย่างไรให้ดูดีเหมาะกับสีผิว

การเลือกสีลิปสติกก็เหมือนการเลือกสีเสื้อผ้าแหละค่ะ หากเรามีสีผิวออกโทนร้อน มีเหลืองผสมอยู่มาก ให้เลือกสีชมพูอมส้ม หากเรามีผิวโทนเย็น ผิวขาวออกชมพู ให้เลือกชมพูออกม่วงๆ อย่างไลแลคได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม การแต่งหน้าควรจะให้ดูกลมกลืนกันทั่วทั้งใบหน้านะคะ ไม่ใช่ว่าทาปากสีชมพู แล้วปัดแก้มสีออกส้ม ซึ่งการแต่งแบบนั้นจะดูขัดตาเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สำหรับการเลือกสีลิปสติกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสีใดๆ ให้ยึดหลักการของโทนสีผิวไว้เช่นเดียวกัน ผิวโทนร้อนควรเป็นสีแดงออกส้ม ผิวโทนเย็นออกสีแดงโกเมน แดงผลไม้สุกได้ (เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ สีไวน์ เป็นต้น)


5.ครีมขจัดเซลลูไลต์ต่างๆช่วยลดไขมันได้แค่ไหน

ครีมขจัดเซลลูไลต์ต่างๆใช้เดี่ยว ๆ เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผลอย่างแน่นอนค่ะ ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การคลายความเครียด และไม่ใช่ทำเพียงแค่วันสองวันจะเห็นผลทันทีนะคะ ต้องทำเป็นกิจวัตรทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือนจึงจะเห็นผลค่ะ สำหรับผิวบางชนิดที่มาจากกรรมพันธุ์ และสังขารนั้น ครีมใด ๆ ก็ไม่สามารถช่วยให้เรียบตึงได้หรอกค่ะ อาจช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและนุ่มนวลขึ้นบ้าง

6.มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับการดูแลผิวพรรณที่บอบบางแพ้ง่ายคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีผิวพรรณบอบบางแพ้ง่าย

  • ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางสำหรับผิวบอบบาง ข้างๆขวดอาจเขียนว่า "Hypoallergenic" หรือ "Allergy Tested" อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะผ่านการทดสอบแล้ว ก็อาจเกิดอาการแพ้ได้อยู่ดี
  • ดังนั้น ควรทดสอบผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่ไม่เคยใช้มาก่อนบริเวณใต้ท้องแขนสักหลายๆวัน หน่อย จนแน่ใจว่าไม่แพ้ จึงเริ่มบนใบหน้าบริเวณเล็กๆ ใกล้ๆ ใบหูก่อน เพราะถ้าเผื่อว่าเกิดแพ้ขึ้นมาก็จะสามารถปิดรอยที่แพ้ได้ด้วยผมค่ะ
  • พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่จะทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการคันนะคะ ใช้เครื่องสำอางทำความสะอาดผิวที่ไม่ใช่สบู่จะดีกว่าค่ะ
  • ปกป้องผิวจากแสงแดด เมื่อเลือกซื้อครีมกันแดด พยายามหลีกเลี่ยงส่วนผสมของสารกันแดดที่เป็นเคมี เลือกพวกที่มีส่วนผสมของไททาเนียม ไดออกไซด์แทนจะดีกว่าค่ะ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่ขจัดลอกเซลล์ผิวที่มีส่วนผสมของ AHA
  • หากเกิดอาการแพ้ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางนั้นทันทีเลยนะคะ อย่าใช้ต่อเด็ดขาด ล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำเย็นเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วินาที บรรเทาผิวส่วนที่แพ้ด้วยเจลว่านหางจระเข้ และถ้าเกิดอาการแพ้มาก ควรไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจอาการและรักษาอย่างถูกต้องค่ะ

วิธีช่วยแก้ปัญหาการหลั่งเร็วของคุณให้ดีขึ้น






1.ก่อนอื่น ให้คุณจัดการปลุกน้องชายให้ตื่นขึ้นมาอาบน้ำพร้อมกับคุณด้วยจะวันละครั้ง หรือสองครั้งก็ตาม ขอย้ำว่า เป็นการปลุกให้น้องชายตื่นขึ้นมาเท่านั้น จากนั้นก็ให้นวดเป็นระยะๆ ด้วยเหตุผลว่า ช่วยให้เลือดมาคั่งได้ดีเป็นการนวดสัมผัสเพิ่มขนาดไปในตัว โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้น้ำมันนวดแต่ประการใด นวดให้น้องชายตื่นตัวสัก5-10 นาที โดยห้ามทำอะไรต่อนะครับ ครบเวลาแล้ว ก็อาบน้ำอาบท่าไปทำงาน

2.เรียกว่า วิธี STOP-START เป็นวิธีที่ปรมาจารย์ทางด้านเพศศาสตร์คือ มาสเตอร์ แอนด์ จอห์นสัน แนะนำไว้ เป็นการฝึกโดยการกระตุ้นอวัยวะแห่งความเป็นชายด้วยมือพูดง่ายๆ ก็คือ การช่วยตนเองนั่นแหละ พอขยับจนได้ที่ใกล้น้องชายจะพ่นพิษแล้วก็ให้หยุดรอจนอารมณ์สงบแล้วก็กระตุ้น ใหม่เหมือนเดิมอย่าปล่อยให้หลั่งออกมานะครับ ทำการฝึกจนสามารถอดทนได้สัก 10-15 นาที แล้วค่อยปล่อยน้ำที่กลั่นจากความรักหลั่งออกมาภายนอก ฝึกทำเป็นประจำสม่ำเสมอจนสามารถที่จะควบคุมการหลั่งให้ยาวนานได้อย่างมั่นใจ แล้วเป็นอันว่าผ่านขั้นตอนที่สอง แต่ถ้ามันทำท่าจะกลั้นไม่อยู่ ก็มีวิธีการแก้ไขคือ คุณต้องใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้มือที่ถนัด บีบบริเวณรอยคอดที่ต่อระหว่างส่วนปลายกับส่วนโคน ก็บริเวณที่เส้นสองสลึงมาเกาะนั่นแหละ จัดการบีบอย่างแรงจะสามารถหยุดการหลั่งได้

3.ให้มีการร่วมรักกับแฟนของคุณ โดยใช้ท่วงท่าที่เรียกว่า WOMAN ON TOP หรือให้เธอเป็นคนขยับเขยื่อนเคลื่อนกายของเธออยู่บนตัวคุณ ที่สำคัญ คุณต้องตกลงกับแฟนของคุณให้ดี คือ ให้เธอเคลื่อนไหวส่วนสงวนของเธอให้สอดรับกับน้องชายของคุณที่ตั้งรับรออยู่ ให้เธอปฏิบัติการในรูปแบบขยับ ขยับ หยุด หยุด เป็นจังหวะ มีการพักเป็นระยะๆ ในขณะที่ภูเขาไฟในกายของคุณกำลังจะระเบิดก็หยุดก่อน ถ้าไม่ยอมหยุดก็จัดการบีบตรงคอคอดที่ส่วนหัวมาบรรจบกับส่วนโคนให้แน่น ทำๆ หยุดๆ แบบนี้ จนแน่ใจว่าสามารถควบคุมการหลั่งได้ให้ยืดระยะเวลาออกไป เป็นสำเร็จขั้นที่สาม

4.คราวนี้คุณก็สามารถที่จะมีอะไรกับหวานใจของคุณได้แล้ว โดยการให้เธอเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง แล้วคุณก็จัดการเคลื่อนพลของคุณเข้าโจมตีปราการด่านสุดท้ายของเธอ โดยบุกโจมตีเป็นระยะๆและมีการหยุดพักการเข้าโจมตีเป็นระยะเช่นกัน ฝึกจนสามารถที่จะยืดเวลาแห่งการแสดงความรักออกไปได้ นานเท่าที่คุณพอใจ เป็นอันเสร็จขั้นตอนที่สี่

5.ถ้าคุณสามารถฝึกขั้นที่ห้านี้ได้ ก็จะกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์สะท้านบู๊ลิ้มทันที กลายเป็นกระบี่มือหนึ่งในแดนดิน วิธีการก็คือ คุณจะต้องฝึกการขมิบก้นเพื่อให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานของคุณมีพละกำลัง ที่จะสามารถบีบรัด ไม่ให้เกิดการหลั่งได้ และสั่งได้ตามใจของคุณ ที่จริง การขมิบก้นนี้ก็ไม่ยากเย็นอะไร เพียงแต่ต้องอาศัยกำลังใจและความอดทนในการฝึกเท่านั้น คุณต้องขมิบก้นให้ได้ครั้งละ 5-10 วินาทีเป็นอย่างน้อย วันละ 100-200 ครั้ง เป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน กว่าจะเป็นผล ก็ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งถ้าคุณอดทนฝึกได้ ปัญหาของการหลั่งเร็วก็จะไม่เป็นปัญหาของคุณอีกต่อไปตลอดกาล ว่าแต่ว่า คุณจะมีความอดทนในการฝึกหรือไม่เท่านั้น รับรองผลจริงๆ นะครับ ถ้าฝึกได้           ทั้ง หมดนั้นก็เป็นบันได 5 ขั้น ที่คุณผู้ชายที่มีปัญหาของการหลั่งเร็วจะต้องผ่าน ถ้าจะให้หมดปัญหา อย่าลืมว่า ผู้ชนะเท่านั้นที่เห็นทางออกในทุกปัญหา ในขณะที่ผู้แพ้ เห็นปัญหาในทุกทางออก